วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ลูกแรดเตรียมพร้อมล่าเหยื่อ

สิ่งที่ได้รับจากการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ คือ การแต่งกายที่ถูกระเบียบ ฝึกทักษะการเรียนรู้ การจำ การสังเกต สิ่งใหม่ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จากวิทยากร หลายๆท่านที่ได้มาบรรยาย และได้เรียนรู้การตรงต่อหน้าที่ ตรงต่อเวลา การเตรียมพร้อมก่อนออกฝึกงาน เพื่อเป็นเกียรติ และชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยต่อไป

อีกทั้งเรื่องการบริหารการจัดการในหน้าที่ของตนเอง และส่วนรวม การทำงานเป็นทีม ความสามัคคี การมีน้ำใจให้แก่เพื่อนในห้องรวมไปถึงเพื่อนร่วมห้อง

ในการทำงานแต่ละครั้งต้องมีอุปสรรคเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการติดต่อสื่อสารที่เข้าใจไม่ตรงกันระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสาร ฯลฯ

DTS10-15-09-2552

การเรียงลำดับ (sorting)

เป็นการจัดให้เป็นระเบียบ มีแบบแผน ช่วยให้การค้นหาสิ่งของหรือข้อมูล สามารถทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพการเรียงลำดับอย่างมีประสิทธิภาพ

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อเลือกวิธีการเรียงลำดับที่ดีและเหมาะสมกับระบบงาน
1.เวลาและแรงงานที่ต้องใช้ในการเขียนโปรแกรม
2.เวลาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต้องใช้ในการทำงานตามโปรแกรมที่เขียน
3.จำนวนเนื้อที่ในหน่วยความจำหลักมีเพียงพอหรือไม่

วิธีการเรียงลำดับแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1.การเรียงลำดับภายใน (internal sorting) เป็นการเรียงลำดับที่ข้อมูลทั้งหมดต้องอยู่ในหน่วยความจำหลัก
2.การเรียงลำดับแบบภายนอก (external sorting) เป็นการเรียนลำดับข้อมูลที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำสำรอง เป็นการเรียงลำดับข้อมูลในแฟ้มข้อมูล (file)


การเรียงลำดับแบบเลือก (selection sort)ข้อมูลจะอยู่ทีละตัว โดยทำการค้นหาข้อมูลในแต่ละรอบแบบเรียงลำดับ ถ้าเป็นการเรียงลำดับจากน้อยไปมาก
1.ในรอบแรกจะทำการค้นหาข้อมูลตัวที่มีค่าน้อยที่สุดมาเก็บไว้ที่ตำแหน่งที่ 1
2.ในรอบที่สองนำข้อมูลตัวที่มีค่าน้อยรองลงมาไปเก็บไว้ที่ตำแหน่งที่สอง
3.ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนครบทุกค่า ในที่สุดจะได้ข้อมูลเรียงลำดับจากน้อยไปมากตามที่ต้องการ

การเรียงลำดับแบบฟอง (Bubble Sort)
เป็นวิธีการเรียงลำดับที่มีการเปรียบเทียบข้อมูลในตำแหน่งที่อยู่ติดกัน
1.ถ้าข้อมูลทั้งสองไม่อยู่ในลำดับที่ถูกต้องให้สลับตำแหน่งที่อยู่กัน
2.ถ้าเป็นการเรียงลำดับจากน้อยไปมากให้นำข้อมูลตัวที่มีค่าน้อยกว่าอยู่ในตำแหน่งก่อนข้อมูลที่มีค่ามาก ถ้าเป็นการเรียงลำดับจากมากไปน้อยให้นำข้อมูล ตัวที่มีค่ามากกว่าอยู่ในตำแหน่งก่อนข้อมูลที่มีค่าน้อยการจัดเรียงลำดับแบบฟองเป็นวิธีที่ไม่ซับซ้อนมาก เป็นวิธีการเรียงลำดับที่นิยมใช้กันมากเพราะมีรูปแบบที่เข้าใจง่าย

DTS09-08-09-2552

กราฟ Graph

เป็นโครงสร้างข้อมุลแบบไม่เชิงเส้น อีกชนิดหนี่ง กราฟเป็นดครงสร้างข้อมูลที่มีการนำไปใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น การวางข่าย งานคอมพิวเตอร์ การวิเคราะห์เส้นทางวิกฤต และปัญหาเส้นทางที่สั้นที่สุด เป็นต้น

นิยามของกราฟกราฟ
เป็นโครงสร้างข้อมูลแบบไม่เชิงเส้นที่ประกอบ ด้วยกลุ่มของสิ่งสองสิ่งคือ
1. โหนด (Nodes) หรือ เวอร์เทกซ์ (Vertexes)
2. เส้นเชื่อมระหว่างโหนด เรียก เอ็จ (Edger)

การเชื่อมต่อ
กราฟที่มีเอ็จเชื่อมต่อระหว่างโหนดสองโหนดถ้าเอ็จไม่มีลำดับ ความสัมพันธ์จะเรียกกราฟนั้นว่ากราฟแบบไม่มีทิศทาง (Undirected Garphs) และถ้ากราฟนั้นมีเอ็จที่มีลำดับความสัมพันธ์หรือมีทิศทางกำกับด้วยเรียกกราฟนั้นว่า การฟแบบมีทิศทาง(Directed Deaphs) หรือมีลูกศร เป็นกราฟที่แสดงการเชื่อม ระหว่าง Vertex โดยแสดงทิศทางการเชื่อมต่อด้วย บางครั้งเรียกว่า ไดกราฟ (Digraph) ถ้าต้องการอ้างถึงเอ็จแต่ละเส้นสามารถเขียนชื่อเอ็จกำกับไว้ก็ได้การเขียนกราฟแสดงโหนดและเส้นเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่างโหนดไม่มีรูปแบบที่ตายตัวการสากเส้นความสัมพันธ์เป็นเส้นลักษณะไหนก็ได้ที่สามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างโหนดได้ถูกต้อง

การท่องไปในกราฟ (Graph traversal)
คือ การเข้าไปเยือนโหนดในกราฟ หลักการทำงาน คือ แต่ละโหนดจะถูกเยือนเพียงครั้งเดียวเทคนิคการท่องไปในกราฟมี 2 แบบ

1.การท่องแบบกว้าง (Breadth First Traversal) โดยเลือกโหนดที่เป็นจุดเริ่มต้น ต่อมาให้เยือนโหนดอื่นที่ใกล้กันกับโหนดเริ่มต้นที่ละระดับ จนเยือนหมดทุกโหนดในกราฟ (แบบคิว)

2.การท่องแบบลึก (Depth First Traversal) คล้ายกับการท่องทีละระดับของทรี กำหนดเริ่มต้นที่โหนดแรกและเยือนโหนดถัดไปตามแนววิถีจนไปสู่ปลายวิถี จากนั้นย้อนกลับ (backtrack) ตามแนววิถีเดิม จนสามารถดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่แนววิถีอื่นๆ เพื่อเยือนโหนดอื่นๆ ต่อไปจนครบทุกโหนด (แบบสแตก)

DTS08-25-08-2552

Tree (ทรี)

ทรี หรือโครงสร้างข้อมูลแบบต้นไม้ ประกอบด้วยโหนด (node) ซึ่งเป็นส่วนที่เก็บข้อมูล ในทรีหนึ่งทรีจะประกอบไปด้วยรูทโหนด (root node) เพียงหนึ่งโหนด แล้วรูทโหนดสามารถแตกโหนดออกเป็นโหนดย่อยๆ ได้อีกหลายโหนดเรียกว่าโหนดลูก (Child node) เมื่อมีโหนดลูกแล้ว โหนดลูกก็ยังสามารถแสดงเป็นโหนดพ่อแม่ (Parent Node) โดยการแตกโหนดออกเป็นโหนดย่อยๆได้อีก โหนดที่มีโหนดแม่เป็นโหนดเดียวกันเรียกว่า โหนดพี่น้อง (Siblings) โหนดที่ไม่มีโหนดลูกเรียกว่า โหนดใบ (Leave Node) เส้นเชื่อมแสดงความสัมพันธ์ระหว่างโหนดเรียกว่า กิ่ง (Beanch) คือ โหนดที่ไม่ใช่ Leaf Node

นิยามของทรี

นิยามทรีด้วยนิยามของกราฟทรี คือ กราฟที่ต่อเนื่องโดยไม่มีวงจรปิด (loop) ในโครงสร้าง โหนดสองโหนดใดๆ ในทรีต้องมีทางติดต่อกัน ทางเดียวกันนั้น และทรีที่มี N โหนด ต้องมีกิ่งทั้งหมด N -1เส้น การเขียนรูปแบบทรี อาจเขียนได้ 4 แบบ คือ

1. แบบที่มีรากอยู่ด้านบน
2. แบบที่มีรากอยู่ด้านล่าง
3. แบบที่มีรากอยู่ด้านซ้าย
4. แบบที่มีรากอยู่ด้านขวา

การท่องไปในไบนารีทรี

คือ การเข้าไปเยือนทุก ๆ โหนดในทรี วิธีการท่องเข้าไปต้องเป็นไปอย่างมีระบบแบบแผน สามารถเยือนโหนดทุก ๆ โหนด ๆ ละหนึ่งครั้ง วิธีการท่องไปนั้นมีด้วยกันหลายแบบ โหนดที่ถูกเยือนอาจเป็นโหนดแม่ (แทนด้วย N)ทรีย่อยทางซ้าย (แทนด้วย L) หรือทรีย่อยทางขวา (แทนด้วย R)

DTS07-11-08-2552

เรื่อง Queue

คิว Queue เป็นโครงสร้างข้อมูลแบบเชิงเส้นซึ่งการเพิ่มข้อมุลจะกระทำที่ปลายข้างหนึ่งซึ่งเรียกว่าส่วนท้ายหรือเรียร์ (rear)และการนำข้อมูลออกจะกระทำที่ปลายอีกข้างหนึ่งซึ่งเรียกว่า ส่วนหน้าลักษณะการทำงานของคิวเป็นลักษณะของการเข้าก่อนออกก่อนหรือที่เรียกว่า FIFO (First In First Out)

การทำงานของคิวการใส่สมาชิกใหม่ลงในคิวเรียกว่า Enqueue ซึ่งมีรูปแบบคือenqueue หมายถึง การใส่ข้อมูล newElementลงไปที่ส่วนเรียร์ของคิวการนำสมาชิกออกจากคิว เรียกว่า Dequeue หมายถึง การนำข้อมูลออกจากส่วนหน้าของคิวและให้ ข้อมุลนั้นกับ elementการนำข้อมูลที่อยู่ตอนท้ายของคิวมาแสดงจะเรียกว่า Queue Rear แต่จะไม่ทำการเพิ่มข้อมูลเข้าไปในคิว

การแทนที่ข้อมูลของคิวการแทนที่ข้อมูลของคิวสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

1.การแทนที่ข้อมุลของสแตกแบบลิงค์ลิสต์จะประกอบไปด้วย 2ส่วนคือ 1.Head Node จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือพอยเตอร์จำนวน 2 ตัว คือ Front และ rear กับจำนวนสมาชิกในคิว

2.Data Node จะประกอบไปด้วยข้อมูล (Data) และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังข้อมูลตัวถัดไปการดำเนินการเกี่ยวกับคิวการดำเนินการเกี่ยวกับคิว ได้แก่

1.Create Queue คือ จัดสรรหน่อยความจำให้แก่ Head Node และให้ค่า ponter
2.Enqueue คือ การเพื่มข้อมูลเข้าไปในคิว
3.Dequeue คือ การนำข้อมุลออกจากคิว
4.Queue Front คือ เป็นการนำข้อมูลที่อยู่ส่วนต้นของคิวมาแสดง
5.Queue Rear คือ เป็นการนำข้อมุลที่อยุ่ส่วนท้ายของคิวมาแสดง
6.Empty Queue คือ เป็นการตรวจสอบว่าคิวว่างหรือไม่
7.Full Queue คือ เป็นการตรวจสอบว่าคิวเต็มหรือไม่
8.Queue Count คือ เป็นการนับจำนวนสมาชิกที่อยู่ในคิว
9.Destroy Queue คือ เป็นการลบข้อมุลทั้งหมดที่อยู่ในคิว

DTS07-11-08-2552

เรื่อง Queue

คิว Queue เป็นโครงสร้างข้อมูลแบบเชิงเส้นซึ่งการเพิ่มข้อมุลจะกระทำที่ปลายข้างหนึ่งซึ่งเรียกว่าส่วนท้ายหรือเรียร์ (rear)และการนำข้อมูลออกจะกระทำที่ปลายอีกข้างหนึ่งซึ่งเรียกว่า ส่วนหน้าลักษณะการทำงานของคิวเป็นลักษณะของการเข้าก่อนออกก่อนหรือที่เรียกว่า FIFO (First In First Out)

การทำงานของคิวการใส่สมาชิกใหม่ลงในคิวเรียกว่า Enqueue ซึ่งมีรูปแบบคือenqueue หมายถึง การใส่ข้อมูล newElementลงไปที่ส่วนเรียร์ของคิวการนำสมาชิกออกจากคิว เรียกว่า Dequeue หมายถึง การนำข้อมูลออกจากส่วนหน้าของคิวและให้ ข้อมุลนั้นกับ elementการนำข้อมูลที่อยู่ตอนท้ายของคิวมาแสดงจะเรียกว่า Queue Rear แต่จะไม่ทำการเพิ่มข้อมูลเข้าไปในคิว

การแทนที่ข้อมูลของคิวการแทนที่ข้อมูลของคิวสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

1.การแทนที่ข้อมุลของสแตกแบบลิงค์ลิสต์จะประกอบไปด้วย 2ส่วนคือ 1.Head Node จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือพอยเตอร์จำนวน 2 ตัว คือ Front และ rear กับจำนวนสมาชิกในคิว

2.Data Node จะประกอบไปด้วยข้อมูล (Data) และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังข้อมูลตัวถัดไปการดำเนินการเกี่ยวกับคิวการดำเนินการเกี่ยวกับคิว ได้แก่

1.Create Queue คือ จัดสรรหน่อยความจำให้แก่ Head Node และให้ค่า ponter
2.Enqueue คือ การเพื่มข้อมูลเข้าไปในคิว
3.Dequeue คือ การนำข้อมุลออกจากคิว
4.Queue Front คือ เป็นการนำข้อมูลที่อยู่ส่วนต้นของคิวมาแสดง
5.Queue Rear คือ เป็นการนำข้อมุลที่อยุ่ส่วนท้ายของคิวมาแสดง
6.Empty Queue คือ เป็นการตรวจสอบว่าคิวว่างหรือไม่
7.Full Queue คือ เป็นการตรวจสอบว่าคิวเต็มหรือไม่
8.Queue Count คือ เป็นการนับจำนวนสมาชิกที่อยู่ในคิว
9.Destroy Queue คือ เป็นการลบข้อมุลทั้งหมดที่อยู่ในคิว

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

DTS06-04/08/2009

สแตก(stack)

สแตกเป็นโครงสร้างข้อมูลแบบลิเนียร์ลิสต์(linear list) ที่สามารถนำข้อมูลเข้าหรือออกได้ทางเดียวคือส่วนบนของสแตกหรือ หรือเรียกว่า ท๊อปของสแตก (Top Of Stack) ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวเรียกว่า ไลโฟลิสต์ (LIFO list: Last-In-First-Out list) หรือ พูชดาวน์ลิสต์ (Pushdown List) คือสมาชิกที่เข้าลิสต์ที่หลังสุดจะได้ออกจากลิสต์ก่อน หรือ เข้าหลังออกก่อน การเพิ่มข้อมูลเข้าสแตกจะเรียกว่าพูชชิ่ง (pushing) การนำข้อมูลจากสแตกเรียกว่า ป๊อปปิ้ง (poping) การเพิ่มหรือลบข้อมูลในสแตกทำที่ท๊อปของสแตก ท๊อปของสแตกนี้เองเป็นตัวชี้สมาชิกตัวท้ายสุดของสแตก

ส่วนประกอบของสแตก
การนำสแตกไปใช้งานนั้นไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสแตกแบบแถวลำดับ(array)หรือ แบบลิงค์ลิสต์ (link list) เราจะมีตัวแปรตัวหนึ่งที่ใช้เป็นตัวชี้สแตก(stack pointer ) เพื่อเป็นตัวชี้ข้อมูลที่อยู่บนสุดของสแตก ซึ่งจะทำให้สามารถจัดการข้อมูล ที่จะเก็บในสแตกได้ง่าย ดังนั้นโครงสร้างข้อมูลแบบสแตกจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญ คือตัวชี้สแตก ( Stack Pointer ) ซึ่งมีหน้าที่ชี้ไปยังข้อมูลที่อยู่บนสุดของ สแตก ( Top stack )สมาชิกของสแตก ( Stack Element ) เป็นข้อมูลที่จะเก็บลงไปในสแตก ซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลชนิดเดียวกัน เช่น ข้อมูลชนิดจำนวนเต็ม เป็นต้น

การจัดการ กับสแตก
ในการทำงานของสแตก ประกอบด้วย 2 กระบวนการ คือ การเพิ่มข้อมูลลงบนสแตก (pushing stack) และ การดึงข้อมูลออกจากสแตก (poping stack)

1. การเพิ่มข้อมูลในสแตก (pushing stack) เป็นการนำข้อมูลเข้าสู่สแตก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เราเรียกว่า push ซึ่งโดยปกติก่อนที่จะนำข้อมูลเก็บลงในสแตกจะต้องมีการตรวจสอบพื้นที่ในสแตกก่อน ว่ามีที่เหลือว่างให้เก็บข้อมูลได้อีกหรือไม่

2. การดึงข้อมูลจากสแตก (Popping Stack) หมายถึงการเอาข้อมูลที่อยู่บนสุดในสแตก หรือที่ชี้ด้วย ท๊อปออกจากสแตก เรียกว่าการ pop ในการpop นั้นเราจะสามารถ pop ข้อมูลจากสแตกได้เรื่อย ๆ จนกว่า ข้อมูลจะหมดสแตก หรือ เป็นสแตกว่าง โดยก่อนที่จะนำข้อมูลออกจากสแตก จะต้องมีการตรวจสอบว่าใน สแตกมีข้อมูลเก็บ อยู่หรือไม่

นิยาม pop(S)
ถ้าให้ S เป็นสแตก การ pop(S) คือการนำข้อมูลบนสุดในสแตกออกจากสแตกและให้ค่าเป็นข้อมูลที่นำออกจากสแตก ดังนั้น คำสั่ง x = pop(S) ก็คือการนำข้อมูลที่ท๊อปของสแตกออกมา และใส่ค่าไว้ที่ x หรือการเซตค่า x ให้เท่ากับข้อมูลที่ดึงจากสแตก

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสแตก
คือขอผิดพลาดที่เกิดขึ้นซึ่งมีผลมาจากการจัดการสแตกมีดังนี้
สแตกเต็ม (Full Stack)
สแตกว่าง (Empty Stack)

สแตกเต็ม (Full Stack)
การ push สแตกทุกครั้งจะมีการตรวจสอบที่ว่างในสแตกว่ามีที่ว่างเหลือหรือไม่ ถ้าไม่มีที่ว่างเหลืออยู่ เราก็จะไม่สามารถทำการ push สแตกได้ ในกรณีเช่นนี้เราเรียกว่าเกิดสถานะล้นเต็ม (Stack Overflow) โดย การตรวจสอบว่าสแตกเต็มหรือไม่ เราจะใช้ตัวชี้สแตก (Stack pointer) มาเปรียบเทียบกับค่าสูงสุดของ สแตก (Max stack) หากตัวชี้สแตกมีค่าเท่ากับค่าสูงสุดของสแตกแล้ว แสดงว่าไม่มีที่ว่างให้ข้อเก็บข้อมูล อีก

สแตกว่าง (Empty Stack)
นิยาม empty(S) ถ้า S เป็นสแตก ขบวนการ empty(S) จะส่งผลเป็นจริง (true) เมื่อสแตกว่าง และส่งผลเป็นเท็จ (false) เมื่อสแตกไม่ว่างหรือสแตกเต็ม

การ pop สแตกทุกครั้งจะมีการตรวจสอบข้อมูลในสแตกว่ามีข้อมูลในสแตกหรือไม่ ถ้าไม่มีข้อมูลในสแตก เหลืออยู่ เราก็ไม่สามารถทำการ pop สแตกได้ ในกรณีเช่นนี้เรียกว่าเกิดสถานะ สแตกจม (Stack Underflow) โดยการตรวจสอบว่าสแตกว่างหรือไม่ เราจะตรวจสอบตัวชี้สแตกว่าเท่ากับ 0 หรือ null หรือไม่ ถ้าเท่ากับ 0 แสดงว่า สแตกว่าง จึงไม่สามารถดึงข้อมูลออกจากสแตกได้

DTS05-28/07/2009

เรื่อง Linked List
Linked List
เป็นการจัดเก็บชุดข้อมูลมีพอยเตอร์เป็นตัวเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปตามลำดับซึ่งในลิงค์ลิสต์จะประกอบไปด้วยข้อมูลที่เรียกว่าโหนด (Node) ในหนึ่งโหนดจะประกอบด้วย
1.ส่วนของข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บ เรียกว่าส่วน (Data)
2.ส่วนที่เป็นพอยน์เตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดถัดไป (Link) หรือชี้ไปยังโหนดอื่นๆที่อยู่ในลิสต์

โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสต์ประกอบด้วย 2 ส่วน
1.Head Structure แบ่งเป็น 3ส่วน
-count เป็นการนับจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ในลิสต์นั้น
-pos พอยเตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดที่เข้าถึง
-head พอยเตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดแรกของลิสต์
2.Data Node Structure จะประกอบด้วย ข้อมูลและพอยเตอร์ที่ชี้ไปโหนดถัดไป

DTS04-21/07/2009

เรื่อง Set and String

โครงสร้างข้อมูลแบบเซ็ต
เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ข้อมูลแต่ละตัวไม่มี ความสัมพันธ์กัน ในภาษาซี จะไม่มีประเภทข้อมูลแบบเซ็ตนี้เหมือนกับในภาษาปาสคาล แต่สามารถใช้หลักการของการดำเนินงานแบบเซ็ตมาใช้ได้

ตัวดำเนินการของเซ็ต (Set operators) ประกอบด้วย
- set intersection
- set union
- set difference เป็นต้น

โครงสร้างข้อมูลแบบสตริงสตริง (String) หรือ สตริงของอักขระ (CharacterString) เป็นข้อมูลที่ประกอบไปด้วยตัวอักษร ตัวเลขหรือเครื่องหมายเรียงติดต่อกันไป รวมทั้งช่องว่าง

สตริงกับอะเรย์
สตริง คือ อะเรย์ของอักขระเช่น char a[6] อาจจะเป็นอะเรย์ขนาด 6 ช่องอักขระ หรือเป็นสตริงขนาด 5 อักขระก็ได้ โดยจุดสิ้นสุดของ stringจะจบด้วย \0 หรือ null character เช่น
char a[ ]={‘H’, ‘E’, ‘L’, ‘L’, ‘O’, ‘\0’};
char a[ ]=“HELLO”;

การกำหนดสตริง
การกำหนดสตริงทำได้หลายแบบ คือ
1. กำหนดเป็นสตริงที่มีค่าคงตัว (String Constants)
2. กำหนดโดยใช้ตัวแปรอะเรย์หรือพอยเตอร์

อะเรย์ของสตริง
ถ้าหากมีสตริงจำนวนมาก ก็ควรจะทำให้เป็นอะเรย์ของสตริง เพื่อที่จะเขียนโปรแกรมได้สะดวก การสร้างอะเรย์ของสตริง สามารถสร้างได้ทั้งแบบที่ให้ค่าเริ่มต้นและแบบที่กำหนดเป็นตัวแปร

การกำหนดตัวแปร country จะแตกต่างกับการกำหนดตัวแปรอะเรย์เพราะเป็นการกำหนดตัวแปรพอยเตอร์ขึ้น 4 ตัว โดยให้แต่ละตัวชี้ไปยังค่าคงตัวสตริงทั้ง4 ตัว โดยที่contry[0] จะชี้ไปที่ข้อมูลแรก contry[1]จะชี้ข้อมูลที่สอง contry[2] จะชี้ข้อมูลที่สาม และcontry[3] จะชี้ข้อมูลตัวสุดท้ายในการเขียนค่าเริ่มต้น คือ ค่าคงตัวสตริง เขียนไว้ในเครื่องหมายวงเล็บปีกกา และข้อมูลในเครื่องหมายคำพูด คือ ค่าคงตัวสตริง

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

DTS 03-30/06/09

Array and Record

อเรย์ เป็นตัวกำหนดขอบเขต จะมี subscript มากกว่า 1 ตัวขึ้นไป เรียกว่า อเรย์หลายมิติ
Subscript จะมีตัวประกอบด้วยคุณค่าสูงสุด และต่ำสุด ค่าต่ำสุดต้องมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับค่าสูงสุด
ค่าต่ำสุด เรียกว่า ขอบเขตล่าง ค่าสูงสุด เรียกว่า ขอบเขตบน

อะเรย์ 1 มิติ หมายถึง คอมพิวเตอร์จะจองเนื้อที่ในหน่วยความจำ
การส่งอะเรย์ให้กับฟังก์ชัน แบ่ง 2 ลักษณะ
1. กำหนด array element เป็นพารามิเตอร์ส่งค่าให้กับฟังก์ชัน
2. ส่งอะเรย์ทั้งชุดให้ฟังก์ชัน ทำได้โดยอ้างถึงชื่ออะเรย์โดยไม่มี subscript

อะเรย์ 2 มิติ หมายถึง คอมพิวเตอร์จะจองเนื้อที่ในหน่วยความจำ จำนวน 6 ที่

Record or Structure
เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ประกอบขึ้นมาจากข้อมูล พื้นฐานต่างประเภทกัน รวมเป็น 1 ชุดข้อมูล
Structure คือ โครงสร้างที่สมาชิกแต่ละตัวมี ประเภทข้อมูลแตกต่างกันได้
การประกาศสมาชิกแต่ละตัวของ structure สมาชิกแต่ละตัวของ structrue จะเป็นตัวแปร ธรรมดา พอยน์เตอร์ อะเรย์หรือ
structure ตัวอื่นก็ได้ โดยชื่อของสมาชิกแต่ละตัวต้องแตกต่างกัน
กำหนดค่าเริ่มต้นให้กับสมาชิกของ structure โดยค่าเริ่มต้นที่จะกำหนดให้กับสมาชิกตัวใด จะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับสมาชิกตัวนี้
การผ่าน Structure ให้กับฟังก์ชัน มี 2 ประเภท
1.ส่งสมาชิกแต่ละตัวของ Structure ส่งเป็นอาร์กิวเมนต์ ของฟังก์ชันและส่งกลับจากฟังก์ชันได้โดยใช้คำสั่ง return
2.ส่งทั้ง Structure ส่งผ่านในลักษณะของพอยน์เตอร์ไปยัง structure โดยหลักการจะเหมือนกับการส่งผ่านอะเรย์ไปให้ฟังก์ชัน

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

#include
#include
void main()
{
struct BookCenter
{
char namebook[15];
char group[30];
char composer[20];
char date[20];
char personnel[20];
unsigned int personnel_id;
int codeid;
float price;

}magazine;

strcpy(magazine.namebook,"Chumphon");
strcpy(magazine.group,"travel");
strcpy(magazine.composer,"arnolimited");
strcpy(magazine.date,"010709");
strcpy(magazine.personnel,"arno");
magazine.personnel_id=47789;
magazine.codeid=428;
magazine.price=199.00;

printf("@@@@@ CH Book Center @@@@@\n\n");
printf("Namebook:%s\n",magazine.namebook);
printf("Group:%s\n",magazine.group);
printf("Composer:%s\n",magazine.composer);
printf("Date:%s\n",magazine.date);
printf("Personnel:%s\n",magazine.personnel);
printf("Personnel_id:%d\n",magazine.personnel_id);
printf("Codeid:%d\n",magazine.codeid);
printf("Price:%.2f\n",magazine.price);

}

DTS 02-23/06/09

สรุปเนื้อหาการเรียน
Data Structure Introduction
โครงสร้างข้อมูล = ข้อมูล+โครงสร้าง โครงสร้างข้อมูลคือ ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่อยู่ในโครงสร้างนั้น ๆ
ข้อมูลหมายถึงข้อเท็จจริง โครงสร้างคือความสัมพันธ์ในกลุ่มหรือหรือองค์ประกอบ
ประเภทของโครงสร้างข้อมูลแบบออกเป็น 2 ประเภท

1.โครงสร้างทางกายภาพ
1.1) ข้อมูลเบื้องต้น จำนวนเต็ม จำนวนจริง ตัวอักขระ
1.2) ข้อมูลโครงสร้าง แถวลำดับ ระเบียนข้อมูล แฟ้มข้อมูลa
2.โครงสร้างข้อมูลทางตรรกะ
2.1) โครงสร้างข้อมูลแบบเชิงเส้น ลิสต์ แสตก คิว สตริง
2.2) โครงสร้างข้อมูลแบบไม่เชิงเส้น ทรี กราฟ
อัลกอลิทึม (Algorithm) เป็นวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างมีระบบ ขั้นตอนวิธีที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

1.มีความถูกต้อง
2.ใช้เวลาในการปฏิบัติงานน้อยที่สุด
3.สั้น กระชับ มีเฉพาะขั้นตอนที่จำเป็นเท่านั้น
4.ใช้หน่วยความจำน้อยที่สุด
5.มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
6.ใช้เวลาในการพัฒนาน้อยที่สุด
7.ง่ายต่อความเข้าใจ

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552


ประวัติ

ชื่อ นายสมศักดิ์ แดงระยับ รหัสนักศึกษา 50132792074 ชื่อเล่น อาโน

MR.SOMSAK DANGRAYAB

หลักสูตร การบริหารธุรกิจ (คอมพิวเตอร์ธุรกิจ) คณะวิทยาการจัดการ

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

เบอร์โทรศัพท์ 087-2747476

E-MAIL:
u50132792074@gmail.com

arnolimiled_casanova@hotmail.com

Facebook : http://www.facebook.com/arnolimiled